| | | |  | มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในหญิงไทยเป็นที่สองรองจากมะเร็งปากมดล กมักเกิดในหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปและพบมากในหญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรน้อย และในผู้ที่มีประวัติญาติพี่น้องเคยเป็นมะเร็งเต้านมหญิงอายุน้อยหรือชายก็อาจเ ป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่พบได้น้อย สาเหตุการเกิดโรค ยังไม่ทราบแน่นอน แต่ในทางระบาดวิทยาอาหารไขมันสูง มีส่วน ทำให้เกิดโรคได้ ตำแหน่งเกิดของมะเร็งเต้านมมักเป็นที่ส่วนบนด้านนอกของ เต้านมมากกว่า ส่วนอื่น | ลักษณะอาการของโรค * เริ่มจากการคลำก้อนไม่ได้จนถึงมีก้อนเล็กๆ ขึ้นที่เต้านม ส่วนมากจะไม่มีอาการเจ็บปวด * ก้อนจะโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ท ำให้เต้านมมีลักษณะผิดไป อาจทำให้เต้านมใหญ่ขึ้น หรือบางชนิดทำให้เต้านมแข็ง หดตัวเล็กหรือแบนลงได้ ก้อนมะเร็งอาจจะรั้งให ้หัวนมบุ๋ม เข้าไปจากระดับเดิม หรือทำให้ผิวหนังบริเวณเต้านมมีลักษณะ หยาบ และขรุขระ บางรายเมื่อบีบบริเวณหัวนมจะมีน้ำเหลืองหรือเลือดไหลซึมออกมา มะเร็งจะลุกลาม แพร่กระจายจากตำแหน่งที่เกิดได้อย่างรวดเร็วไปตามหลอดเลือด และน้ำเหลืองสู่อวัยวะอื่นๆ * บริเวณที่พบการแพร่กระจายได้เร็วและบ่อยที่สุดได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง ที่รักแร้ * ในรายที่เป็นมากแล้วเนื้อมะเร็งบางส่วนจะเน่าตาย ทำให้เกิดเป็นแผลขยายกว้างออกไป และมีกลิ่นเหม็นจัด การตรวจวินิจฉัยและรักษา * การตรวจพบและรักษามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะมีโอกาสหายขาดได้ * การตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้งเป็นประจำ หลังหมดประจำเดือน 7 วัน และ การตรวจโดยเอ็กซเรย์เต้านม ช่วยให้พบความผิดปกติ หรือก้อนมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก * การรักษานั้นอาจทำโดยการผ่าตัดการบำบัดทางรังสี และการใช้ยาสังเคราะห์บางประเภท ทั้งนี้อาจจะให้การรักษาโดยวิธีการเดียวหรือร่วมกันไปก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลการ ตรวจพิเศษ ของชิ้นเนื้อมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองที่ผ่าตัดออกมา ข้อพึงปฏิบัติ * ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้งเป็นประจำ หลังหมดประจำเดือน 7 วัน หากพบก้อนหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว * ให้ความร่วมมือในการรักษา อย่าหลงเชื่อและเสียเวลาไปกับการรักษาโรคมะเร็ง ด้วย วิธีการ ทางไสยศาสตร์และยากลางบ้าน เพราะมะเร็งนั้นจะโตขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะหายขาดจะลดลง ทุกขณะ * พึงระลึกเสมอว่ามะเร็งของเต้านมหรืออวัยวะใดก็ตาม ถ้าได้รับการรักษาในระยะเริ่มต้น เร็วเท่าไร ความหวังที่โรคจะหายขาดก็ยิ่งมีมากขึ้นเพียงนั้น | | |  | ลำไส้ใหญ่เป็นส่วนล่างของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งติดต่อโดยตรง กับลำไส้เล็กและส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่ ก็คือ ทวารหนัก | สาเหตุ สาเหตุ/ปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งชนิดนี้ คือ อาหาร เช่น การรับประทานอาหารประเภท เนื้อสัตว์มาก ไขมันสูง หรือมีเส้นใยน้อย เป็นประจำและโรคบางอย่างของลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ ติ่งเนื้องอกใน ลำไส้บางชนิดอาจกลาย เป็นมะเร็งได้ | อาการ | | 1. มีการเปลี่ยนแปลงนิสัยในการถ่ายอุจจาระ ทั้ง จำนวนครั้ง และลักษณะของอุจจาระที่ออกมา | | 2. มีเลือดเก่า ๆ และมูกออกมาทางทวารหนัก | | 3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรื้อรัง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ | | 4. น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ซีด หรือโลหิตจาง โดย หาสาเหตุไม่ได้ | | 5. คลำก้อนได้ที่บริเวณท้องและมีการอุดตันของ ลำไส้ใหญ่ | | การรักษา | | 1.การผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ใช้วีธีการตัดออก และ ต่อกันได้ มะเร็งทวารหนักที่อยู่ใกล้ทวารหนัก อาจพิจารณาปิดทวารหนักเดิม และทำทวารเทียม ให้บริเวณหน้าท้องผู้ป่วย ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระ ทางหน้าท้อง และสามารถใช้ชีวิตได้ปกติกับ ทวารใหม่นี้ | | 2. การบำบัดด้วยรังสี ใช้ในมะเร็งทวารหนัก | | 3.เคมีบำบัดใช้บรรเทาอาการหรือร่วมกับการผ่าตัด | | การรักษาอาจใช้วิธีเดียวหรือร่วมกันหลายวิธีก็ได้ | | การตรวจวินิจฉัย | | | 1. การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วย X-ray โดยการ สวนล้างแบเรียม เข้าทางทวารหนักแล้ว ถ่าย X-ray | | | 2. การตรวจด้วยกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ สามารถดูรอยโรคโดยตรงและตัดชิ้นเนื้อไปวิเคราะห์ได้ด้วย | | | 3. การตรวจเลือดหาสาร CEA ซึ่งใช้ในการติดตามผลการรักษา | | | เนื้องอกของระบบประสาท แบ่งได้เป็น | | 1. เนื้องอกของสมอง กลุ่มนี้พบได้มากที่สุดประมาณ 75 % | | 2. เนื้องอกของไขสันหลัง พบได้ประมาณ 20 % | | 3. เนื้องอกของประสาทส่วนปลาย พบน้อยกว่า 5% | | สาเหตุของเนื้องอกระบบประสาท ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่พบว่า มีการเจริญแบ่งตัวรวดเร็วผิดปกติของเซลล์อื่น ๆ ในระบบประสาท เช่น เนื้องอกจากเซลล์ประสาท เนื้องอกจากเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง เนื้องอกจาก ต่อมต่าง ๆ ในสมอง เนื้องอกจากเซลล์ปลอกประสาท เป็นต้น | | | | | | อาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ | | 1. อาการของเนื้องอกในสมอง คือ ปวดศีรษะ ตามัว อาเจียน เป็นอัมพาตแขน ขา ตาบอด เดินเซ หูหนวก ชักกระตุก ความจำเสื่อม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ก้อนเนื้องอกนั้นเกิดขึ้นที่ใด และกดอวัยวะส่วนใดของสมอง | | 2. อาการของเนื้องอกในไขสันหลัง คือ ปวดหลัง แขนขาชาและอ่อนแรง เดินเซ เดินไม่ถนัดหรือเป็นอัมพาต การควบคุมการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะลำบาก | | 3. อาการของเนื้องอกที่ประสาทส่วนปลาย คือ คลำพบก้อนหรือรู้สึกชา หรือร่วมกับ อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ | | อาการต่าง ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ อาจเกิดจากสาเหตุหรือโรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ เนื้องอกก็ได้ จึงควรพบแพทย์เพื่อทำการ ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดต่อไป บางครั้ง อาจต้องอาศัยวิธีตรวจพิเศษร่วมด้วย เช่น การเอ็กซเรย์ การตรวจเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น | | สาเหตุ | | มะเร็งต่อมลูกหมาก ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่พบมากในเพศชายที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป | | อาการ | | 1. ปัสสาวะบ่อย ๆ | | 2. ปัสสาวะเป็นเลือด | | 3. อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด | | 4. อาจมีอาการปวดหลัง ปวดกระดูกร่วมด้วย | | การตรวจวินิจฉัย | | 1. การตรวจทางทวารหนัก | | 2. การเจาะเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้ | | 3. การตรวจอัลตราซาวด์ (คลื่นเสียงความถี่สูง) ของต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก | | 4. การตัดชิ้นเนื้อที่ต่อมลูกหมากไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง | | | |  | ในประเทศไทยมะเร็งปอดเป็นโรคที่พบมากและเป็นสาเหตุการตาย ในอันดับ ต้นทั้งในเพศชายและหญิงและอุบัติการณ์โรคกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในเพศหญิง ผู้ป่วยมะเร็งปอด ส่วนใหญ่(80-90%)เกิดจากการสูบบุหรี่จึงสามารถป้องกันได้ ธรรมชาติทาง ชีววิทยาของมะเร็งปอด ทำให้เราพบผู้ป่วย เมื่อเริ่มมีอาการ ในขณะที่โรคอยู่ในระยะลุกลาม และแพร่กระจาย เป็นผลให้ผู้ป่วยประมาณ 90% เสียชีวิตจากโรคมะเร็งภายใน เวลา 1-2 ปี มะเร็งปอดพบมากในคนอายุ 50-75 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (80%) จะเป็นผู้ที่สูบบุหรี่ และ ประมาณ 5% จะเป็นผู้ที่ต้องสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่ นผู้ที่สูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่นจะมี ความเสี่ยง ต่อ การเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 26% จำนวนมวนของบุหรี่ที่สูบต่อวันและ ชนิดของบุหรี่ที่สูบจะสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดผู้ที่สูบบุหรี่10-13% จะเกิด มะเร็งปอดภายในเวลา 30-40 ปี อย่างไรก็ตามถ้าเลิกสูบบุหรี่ก็สามารถลดอัตราการเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็งปอดลงเหลือเท่าผู้ไม่สูบบุหรี่ได้ภายในเวลา 10-15 ปี ผู้ที่สูบบุหรี่ และ เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปอด | | | | | สารก่อมะเร็งที่อาจเป็นสามเหตุของโรคในผู้ป่วย10-15%ซึ่งไม่สูบบุหรี่ ได้แก่ แอสเบสตอส (ตัวอย่าง เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงานผลิตผ้าเบรครถยนต์ เป็นต้น) โดยเฉพาะถ้าผู้นั้นสูบบุหรี่ด้วย จะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งสูงถึง 50 เท่า สารก่อมะเร็งอื่นได้แก่ แร่เรดอน มลภาวะใน อากาศจากอุตสาหกรรมโลหะหนัก ควันมลภาวะในสิ่งแวดล้อม การฉายรังสีเพื่อรักษา มะเร็งชนิดอื่นก็อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่ร่วมด้วย นอกจากนี้ ปัจจัยทางพันธุกรรมก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย มะเร็งปอดเป็นโรคที่ตรวจค้นหาในระยะ เริ่มแรกได้ยาก การนำเอาผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง (ผู้ชายสูบบุหรี่อายุเกิน 40 ปี) มาตรวจ เสมหะและเอ็กซเรย์ปอดเพื่อพยายามจะลดอัตราการตายจากโรคมะเร็ง พบว่า สามารถพบ ผู้ป่วยมะเร็งในระยะเริ่มแรกมากขึ้น แต่ไม่สามารถลดอัตราตายลงได้ การล้มเหลวจากการนี้ เชื่อว่า เนื่องจากมะเร็งปอดแม้จะมีขนาดเล็กก็พบการแพร่กระจายได้สูงมะเร็งปอด มักจะ เริ่มมีอาการเมื่อโรคลุกลามมากแล้ว อาการที่พบได้แก่ อาการไอ หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด ปอดอักเสบบ่อย และเจ็บลึกที่หน้าอก หายใจลำบากจากน้ำท่วมปอด เป็นต้น นอกจากนี้ อาจมีอาการเนื่องจากมะเร็๋งลุกลามหรือแพร่กระจาย เช่น เสียงแหบ อาการทางสมอง ปวดกระดูก เป็นต้น | การวินิจฉัยโรค ทำได้โดย | | 1..ถ่ายภาพเอ็กซเรย์ปอด | | 2.ตรวจเสมหะที่ไอออกมา เพื่อหาเซลล์มะเร็ง | | 3.ส่องกล้องตรวจดูภายในหลอดลม | | 4.ใช้เข็มแทงผ่านผนังทรวงอก หรือขลิบชิ้นเนื้อจากหลอดลมเพื่อการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา | | การรักษา | | เมื่อพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดแน่นอนแล้วแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะรักษาด้วยวิธีใด ซึ่งจะเหมาะสมที่สุดโดยพิจารณาถึงอายุภาระความแข็งแรงของร่างกาย ระยะของโรค ชนิด ของชิ้นเนื้อ และการยอมรับของผู้ป่วย ซึ่งการรักษาจะประกอบด้วย | | 1.การผ่าตัด | | 2.การฉายแสง | | 3.เคมีบำบัด | | 4.การรักษาแบบประคับประคอง | | ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ชาย ประกอบด้วย | | 1. ไต กรวยไต และท่อไต | | 2. กระเพาะปัสสาวะ | | 3. ต่อมลูกหมาก | | 4. อวัยวะเพศชาย หรือองคชาติ หรือลึงค์ | | 5. ลูกอัณฑะ | | 6. ถุงอัณฑะ | | | | มะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งของกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก ไต อวัยวะเพศชาย ลูกอัณฑะ ถุงอัณฑะ และท่อไต | | สาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็ง พอสรุปได้ดังนี้ คือ | | 1. อายุ มะเร็งของไต กระเพาะปัสสาวะ มักพบในคนอายุมาก 50-70 ปี มะเร็ง ขององคชาติ พบในคนวัยกลางคนและมะเร็งอัณฑะพบในวัยหนุ่มฉกรรจ์ | | 2.มะเร็งของไตและกรวยไต เกิดร่วมกับการอักเสบเรื้อรังและนิ่วในไต จากการ กินยาแก้ปวดประเภทฟินาซีตินมากเกินไป | | 3. มะเร็งของกระเพาะปัสสาวะเกิดบ่อยในคนที่สูบบุหรี่จัด คนที่ทำงานใน โรงงานอุตสาหกรมสีย้อมผ้า คนที่มีการอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นนิ่วในกระเพาะ ปัสสาวะ | | 4. อาหารที่มีไขมันมาก หรือสาเหตุทางพันธุกรรม อาจมีส่วนทำให้เกิดมะเร็ง ของต่อมลูกหมาก | | 5. ลูกอัณฑะที่ไม่ลงมาในถุงอัณฑะ มีอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งสูง | | 6. การเสียดสีเรื้อรัง ทำให้เกิดแผลไม่หายแล้วกลายเป็นมะเร็ง เช่น มะเร็งของ ถุงอัณฑะ | | อาการ | | 1. ปัสสาวะเป็นเลือด ลิ่มเลือด พบในมะเร็งกระเพาะปัสสาวะและมะร็งของไต | | 2. ปัสสาวะขัด ต้องเบ่ง หรือปัสสาวะออกกระปริบกระปรอย พบในมะเร็ง ของต่อมลูกหมาก | | 3. มีแผลเรื้อรังชนิดเลือดออกง่ายและกลิ่นเหม็น | | 4. หนังหุ้มอวัยวะเพศหรือหนังหุ้มลึงค์ไม่เปิด และมีอาการคันภายในหรือมี เม็ดที่คลำได้ | | 5. บริเวณที่มีการเสียดสี มีการอักเสบไม่หาย เช่น มะเร็งถุงอัณฑะ | | 6. มีก้อนคลำได้ชัดเจนบริเวณสีข้าง (บริเวณไต) หรือบริเวณท้องน้อยเหนือ หัวเหน่า (บริเวณกระเพาะปัสสาวะ) | | 7. มีก้อนและคลำได้ที่ลูกอัณฑะ กดไม่เจ็บ และก้อนโตเร็ว | | 8. ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบหรือซอกคอโต พบในรายที่มะเร็งกระจายไป ยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว | | 9. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผอมลง ไอ ปวดกระดูก พบในระยะที่มีการกระจาย ของมะเร็งไปแล้ว | | การวินิจฉัย | | 1. โดยการตรวจร่างกาย เอ็กซเรย์ หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ | | 2. โดยการคลำต่อมลูกหมากทางทวารหนัก | | 3. โดยการส่องกล้องดูภายในกระเพาะปัสสาวะและต่อมลูกหมาก | | 4. โดยการขลิบ หรือ ตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา | | | | การรักษา การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยทั่วไปแล้วการรักษาประกอบด้วย | | 1. การผ่าตัด | | - ผ่าตัดอวัยวะที่เป็นมะเร็งออกทั้งอันหรือบางส่วน เช่น ตัดไต อัณฑะข้างที่เป็น หรือตัดอวัยวะเพศออกทั้งหมดหรือบางส่วน | | - ผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้องใช้ไฟฟ้า เช่นในมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก | | - ตัดอัณฑะออกทั้ง 2 ข้าง หรือรับประทานฮอร์โมนเพศหญิง เช่น ในรายที่ เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก | | 2. เคมีบำบัด | | - โดยการรับประทานหรือฉีดเข้าเส้นเลือด ส่วนการใช้ยาเข้าไปในกระเพาะ ปัสสาวะนั้น ใช้ในกรณีที่เป็นมะเร็งของกระเพาะปัสสาวะ | | 3. รังสีรักษา | | 4. วิธีผสมผสาน ทั้งการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษา | | การป้องกัน | | 1. รักษาความสะอาดอวัยวะเพศ ในกรณีหนังหุ้มลึงค์ไม่เปิด ควรผ่าตัดขลิบ หนัง เพื่อจะได้ทำความสะอาดได้ทั่วถึง เป็นการป้องกันมะเร็งขององคชาติ | | 2. ลูกอัณฑะที่ไม่ลงในถุงอัณฑะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ | | 3. หากมีก้อนเนื้อผิดปกติ หรือแผลเรื้อรังบริเวณอวัยวะเพศ ควรรีบรักษา | | 4. หลีกเลี่ยงสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็งและมลภาวะที่เจือปนอยู่ในอาหาร น้ำ และอากาศ | | 5. งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่น หรือบริโภคเนื้อสัตว์ที่ ไหม้เกรียม อาหารไขมันสูง | | 6. บริโภคผักและผลไม้ที่มีกากหรือเส้นใยมาก ๆ | |  | เป็นมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่ เนื่องจาก ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่หลัง เยื่อบุช่องท้อง การตรวจวินิจฉัยค่อน ข้างยาก และอาการจะปรากฎเมื่อ มะเร็งมักจะลุกลามมากแล้ว | | อุบัติการณ์ การเกิดมะเร็งตับอ่อนในประเทศไทย พบว่า มีประมาณ 1 % ของมะเร็งทางเดินอาหาร พบมากในเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 4 เท่า อายุที่พบเฉลี่ย 40-70 ปี สาเหตุ สาเหตุของมะเร็งชนิดนี้ไม่ทราบแน่ชัด แต่ เนื้องอกในตับอ่อนบางชนิดอาจกลายเป็นมะเร็ง ได้ ปัจจัยบางอย่างที่เชื่อว่าอาจทำให้เกิด มะเร็งตับอ่อนได้ คือ บุหรี่ และโรคเบาหวาน อาการ จะมีอาการแล้วแต่ตำแหน่งของมะเร็งที่พบว่า อยู่ส่วนใดของตับอ่อน มะเร็งจะพบมาก ที่ส่วนหัวของตับอ่อน ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการของตัวเหลือง ตาเหลือง จากการอุดตันของท่อน้ำดี ที่หัวตับอ่อนเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจจะคลำได้ก้อนที่ท้อง ตับโต ถุงน้ำดีโต เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มะเร็งตับอ่อนที่เกิดขึ้นที่ส่วนตัวและส่วนปลายของตับอ่อน จะมี อาการของการปวดท้องรวมกับปวดหลัง น้ำหนักลด ตับโต หรือมีอาการที่เกิดจากมะเร็ง กระจายไปยังที่อื่น เช่น ต่อมน้ำเหลือง ไหปลาร้า การตรวจวินิจฉัย การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือด หรือทางอุลตร้าซาวด์เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ บางครั้งต้องใช้วิธีตรวจพิเศษ คือ การส่องกล้องและฉีดสีเข้าไปในท่อตับอ่อน เรียกว่า การทำ ERCP การรักษา การผ่าตัดเป็นวิธีที่ดีที่สุด การตัดเอามะเร็งออกพร้อมอวัยวะข้างเคียง เพื่อหวังผลในการ รักษาให้หายขาดได้ กรณีที่ตัดเอาก้อนมะเร็งออกไม่ได้การผ่าตัดเพื่อทำทางเบี่ยงน้ำดีเพื่อ ลดอาการดีซ่าน หรือทางเบี่ยงให้กระเพาะอาหารเพื่อลดการอุดตันของทางเดินอาหารยังเป็น วิธีการที่บรรเทาอาการผู้ป่วยได้ดีที่สุด สำหรับรังสีรักษาและเคมีบำบัดมักใช้ในรายที่ทำผ่าตัด ไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อประคับประคองอาการ ......................................
|